วันนี้ที่กลับมาเขียนบล็อกนั้นไม่ใช่คิดถึงหรืออะไรหรอกค่ะ แฮะๆ
เนื่องจากที่มาปัดฝุ่นบ้านเก่าก็เพราะ “งาน” ล้วนๆเลยค่ะ

ขอเท้าความกันก่อน เนื่องจากเมื่อราวๆเดือนพฤษภาที่แล้ว เราได้รับมอบหมายงานชิ้นโตมาชิ้นหนึ่ง
ซึ่งมันก็ “โครงงานภาษาไทย” นั่นเอง..


 

 

ได้ยินชื่อแล้ว ก็คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องขี้ๆที่จะทำวันสองวันเสร็จได้แน่นนอนแน่ๆ
แถมได้รับคำขู่จากหม่อมแม่พนิดาว่าทำไม่ดีจะโดนตัดคะแนนทั้งเล่ม..ขนแขนเลยยิ่งลุกกันเข้าไปใหญ่
ปีที่แล้วๆมาอาจารย์เขาให้ทำหัวข้อโลกร้อน ซึ่งสามารถเห็นตัวอย่างได้จากบล๊อคของป๋าค่ะ
แต่พอมาปีนี้หม่อมแม่ท่านบอกว่าเบื่อ เลยเปลี่ยนหัวข้อใหม่ จนวงการสะท้านสะเทือนไปถึงสวรรค์
เพราะฉะนั้นโครงงานปีนี้จึงได้หัวข้อว่า “ปัญหาสังคม” ไปโดยปริยาย

โลกร้อนว่ายิ่งใหญ่แล้ว เจอปัญหาสังคมก็ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่เกินตัวสำหรับเฟรชชี่ม.ปลายเข้าอีก
เราอาจรู้ว่าปัญหาคืออะไร แต่ถ้าให้ลงมือแก้ด้วยแล้ว หลายคนถึงกับจัดเซย์โนดีกว่า
อาจารย์เองก็ยกตัวอย่างปัญหาในโรงเรียนขึ้นมามากมาย ทั้งน่าสนใจและทุกคนเห็นพ้องกันว่าเป็นปัญหา
แรกๆกลุ่มของก๋วยเองก็ตั้งใจว่าจะทำปัญหาในโรงเรียนเหมือนกับที่ได้ฟังมา
แต่สุดท้ายแล้วก็มาจบลงที่ปัญหาระดับชาติจนได้ (หัวเราะ)


 

ซึ่งก็คือ “ปัญหาภาษาวิบัติ” ค่ะ


คนที่เห็นคงร้องอู้วอ้า เพราะเป็นปัญหาที่มีมานานในสังคมไซเบอร์มาอย่างยาวนาน จนหลายคนชักเอือม
แต่สำหรับก๋วยแล้ว มันเป็นปัญหาที่เห็นก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่แล้ว..
ไม่ใช่เพราะมันเป็นปัญหาร้ายแรงแต่อย่างใด แต่มันไม่รู้จะแก้ยังไงมากกว่า (กรีดร้อง)
แม้จะนั่งคิด นอนคิด คิดก่อนคลิกก็แล้ว ก็ไม่เห็นแสงสว่างแห่งความหวังจะส่องมากจากทิศไหนเลย

 

สุดท้ายแล้วมันจึงจบมาจบตรงคำถามที่ว่า


“ทำไมทุกคนถึงใช้ภาษาวิบัติ ?”

 

 

 

ไม่มีใครรู้ว่าภาษาวิบัตินั้นปรากฏตัวตั้งแต่ตอนไหน และมีคนพบเห็นมันเมื่อไร
รู้แค่ว่าๆจู่ๆก็มีคนใช้กันทั่วไปหมด โดยเฉพาะวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่(ตัวเองคิดว่า)ปีกกกล้าขาแข็งพอแล้ว
ภาษาวิบัติได้แจ้งเกิดอย่างเป็นตัวเป็นตนในวัฒนธรรมฮิห้า และวิวัฒนาการต่อไปเรื่อยๆ

ส่วนใหญ่เรามักจะพบเห็นการใช้ภาษาวิบัติในเว็บสาธารณะต่างๆ เช่น เว็บบอร์ด บล็อก
หรือโปรแกรมแชท อย่าง MSN หรืออื่นๆที่ก๋วยไม่ได้กล่าวถึง

หลักๆแล้วภาษาวิบัติจะแบ่งออกเป็นสองสาย คือสายที่ได้รับความนิยมกับสายที่ได้รับความรำคาญ
พวกสายที่ได้รับความนิยม อย่างเช่น เธอว์ ซึ่งเป็นการใส่เสียงจริตจะก้านวาจาของผู้พูดออกไป
แต่สายที่สร้างรำคาญนั้น ก็ยกตัวอย่างกริยาสามช่องที่ก๋วยได้ลองเขียนสรุปวิวัฒนาการภาษาอย่างง่ายๆ เช่น

 

มิ - มิ๊ - หมิ๊

ไป - ปาย - ปราย

รัก - ร้าก - รัข

 

จริงๆภาษาวิบัติสามารถเพิ่มช่องสี่ ห้า หก ไปเรื่อย แต่ยิ่งมากขึ้นก็ยิ่งอ่านไม่ออกตามไปอีก
ไม่แปลกที่มนุษย์ปกติจะรู้สึก “ปวดตับ” พิลึก เวลาเห็นภาษาต่างดาวเหล่านี้อยู่บนหน้าจอ
พอจะตักเตือนว่าตรงนี้มันเขียนผิดนะอีหนู ก็กลับโดนด่าว่าเป็นไดโนเสาร์ล้านปี ยังมายุ่งกับกูอีก
วัยรุ่นก็เซ็ง ผู้ใหญ่ก็จิตงุนเงี้ยวไปตามๆกัน ...


 

มีบางคนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านภาษาวิบัติกันอย่างจริงจัง ทั้งรณรงค์ หรือกระทั่งเปิดศึกใส่กันก็ตาม
ฝ่ายต่อต้านก็ว่ามันผิดหลักกฎภาษาดั่งเดิม ไม่สมควรจะใช้ แบนไอ้ภาษาต่างดาวพันธุ์นี้ไปจากโลกซะ
ส่วนฝ่ายหัวสมัยใหม่ก็ไม่น้อยหน้า บอกว่ามันเป็นการสร้างคำใหม่ เป็นการใช้ความคิดอย่างสร้างสรรค์
ไปๆมาๆเรื่องก็ไม่จบ เพราะมีแต่คนเถียงกันไปมา


 

สรุปแล้ว..ไอ้ภาษาวิบัติเนี่ยมันผิดหรือไม่ผิดกันนะ?

 

 

 

เราเคยลองเอาเรื่องนี้ไปคุยกับยาย ซึ่งยายของก๋วยนี่เป็นครูภาษาไทยเก่าค่ะ
ท่านเองก็พูดว่าเมื่อก่อนภาษาที่เราใช้ๆกันอยู่เนี่ย ก็ไม่เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือไง?
ก๋วยเองก็เห็นด้วยกับคำตอบนั้น เลยอีออไปว่าภาษาบ้านเรายังไม่ตายเหมือนภาษาละตินซักหน่อย
จะให้ไม่มีคำใหม่เกิดขึ้นมาก็คงเป็นเรื่องแปลกๆเหมือนกัน


 

ยายก็พูดต่อว่าคำพวกนี้น่ะ ก็เหมือนคำว่า “ชิ้น(แฟน)” ซึ่งเดียวนี้เขาก็ไม่มีใครเขาเอาไปใช้เรียกอีกแล้ว
ไม่นานนักเดียวคำใหม่ก็ถูกลืมไป เดียวก็มีคำใหม่ๆโผล่ขึ้นมาอีก แบบนี้ยังจะเรียกว่าวิบัติอีกหรือเปล่า
ซึ่งเราก็ไม่ได้แย้งอะไรกับคำพูดนี้ เพราะมันเป็นความจริงทั้งหมด

 

แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เรากับยายเห็นต้องกัน


“การใช้ภาษาไทยที่ไม่ถูกกาลเทศะ”

 


ก๋วยเองไม่กล้าตัดสินว่า “ภาษาวิบัติ” มันผิดหรือไม่?
ถึงแม้ตัวเองจะไม่เห็นด้วยกับการใช้ภาษาวิบัติก็ตาม แต่อดคิดอย่างที่ยายพูดให้ฟังไม่ได้
เราว่าปัญหานี้ไม่ได้อยู่กับประโยคที่ว่า “การใช้ภาษาไทยที่ไม่ถูกต้อง” เพียงอย่างเดียว
แต่อาจพ่วงไปถึง “กาลเทศะในการใช้ภาษา” ก็ได้


 

มีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างเราได้สำรวจแบบสอบถาม และกำลังวุ่นวายกับการกาคนมาตอบคำถามที่เหลือให้
บังเอิญที่ตอนนั้นเรากำลังคุยกับคุณหมอนอยู่พอดี ก็เลยขอเวลาส่วนหนึ่งในการตอบคำถามเราหน่อย
บางคำถามเราก็ไม่ได้ถามเขาไป เนื่องจากรู้กันอยู่ๆ จนกระทั้งมาถึงข้อเสนอแนะของปัญหา
คุณหมอนก็ตอบเรากลับมาว่า...


 

“การทำงานเนี้ย ควรแยกแยะให้ออกนะว่า เราต้องใช้ภาษาแบบไหนครูไม่ใช่เพื่อนเล่น

จะเขียนภาษาวิบัติไปส่งมันก็ใช่เรื่อง เพราะฉะนั้นใช้ภาษาให้ถูกที่กันเถอะ

วิบัติน่ะ วิบัติได้ ขอแค่ถูกที่ ก็พอ”


 

เป็นความคิดเห็นดีๆจากร้อยใบที่ได้แจกคนอื่นไป น้อยนักที่เราจะได้ความคิดเห็นแบบนี้
คุณหมอนคะ...ในฐานะมนุษย์โครงงานเราขอกราบไว้ท่านด้วยความบูชาเลย !


 

อย่างที่คุณหมอนว่าไว้ การใช้ให้ถูกที่ถูกทางนั้นสำคัญมากพอกับการสะกดคำให้ถูกต้อง
ยกตัวอย่างเช่น เว็บบอร์ดสาธารณะ ซึ่งความจริงก็สามารถใช้ภาษาวิบัติได้เช่นกับเว็บส่วนตัว
แต่ว่าเราก็ไม่ควรใช้มากจนเกินไป เพราะว่าเว็บสาธารณะนั้นมีการแสดงความคิดเห็นอยู่ตลอดเวลา
และยังมีผู้ใช้งานต่างเพศ ต่างวัย เมื่อเขาเห็นว่าไม่สมควรจึงต้องตักเตือนเป็นเรื่องธรรมดา


 

ฝ่ายถูกตักเตือนนั้นก็ไม่สมควรจะไปโกรธอีกฝ่ายแต่อย่างใด เพราะเขาแนะนำเราไปในทางที่ดี
การใช้ภาษาที่ถูกต้องนั้นนอกจากจะรักษากฎเกณฑ์เอาไว้แล้ว ยังสามารถเป็นการฝึกภาษาไปในตัวได้
 
 

การใช้ให้ถูกที่ไม่ได้จำกัดกับในอินเตอร์เน็ตเสมอไป เอกสารงานก็สำคัญเช่นกัน
คงไม่มีครูคนไหนจะให้ 10 คะแนนกับงานที่เต็มไปด้วยภาษาวิบัติแน่นอนหรอกค่ะ
แต่การจะไปแชทกับเพื่อนเป็นภาษาทางการก็คงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะเท่าไรนัก
ดังนั้นเราจึงควรแบ่งได้ว่า เราควรจะใช้เมื่อไรเวลาไหน ใช้ให้ถูกสถานที่และกาลเทศะ


 

แต่การสะกดคำและเขียนให้ถูกต้องก็ใช่จะไม่สำคัญ ..
ก่อนจะเขียนอะไรก็ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน เพื่อที่ไม่หน้าแตกเปล่าๆค่ะ ฮิฮิ


 

สุดท้ายนี้ก๋วยก็จบเอนทรี่ด้วยสุภาษิตที่ว่า..


 

“สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล”


 

 

คงต้องลากันแต่เพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ..

Comment

Comment:

Tweet

เห็นด้วยคะ'w'

#2 By ::::HaPoN MiRrJi:::: on 2011-03-28 16:14

Hot! Hot!

เลิศ....
แต่ก๋วยอย่าเผลอเอาคำว่า "วิบัติ" กับการ "ดิ้นของภาษา" ไปรวมกันเสียละ

วิบัติคือผิดเพี้ยนจนหาความหมายไม่ได้
แต่ดิ้นของภาษา คือการเอาคำสองคำมารวมกัน จึงก่อเกิดเป็นคำใหม่

#1 By Where is My Dream?! on 2010-11-10 07:58